เอเปคในความไม่แน่นอนของการเมืองโลก | บัณฑิต นิจถาวร

เอเปค เป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของ21 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่การประชุมคราวนี้มีความไม่แน่นอนสูงจากความขัดแย้งของประเทศหลักและปัญหาภูมิศาสตร์การเมือง

จนอาจทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศจากนี้ไปจะชะงักงันหรือไม่ไปต่อ เป็นความท้าทายที่ทุกประเทศที่เข้าประชุม ต้องลดความแตกต่างและร่วมกันทําให้เอเปคเป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อไป นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

เอเปค หรือ Asian-Pacific Economic Cooperation (APEC) จัดตั้งเมื่อปี 1989 เป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก 21 ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจเป็นสมาชิก

และตั้งแต่ปี1993 ก็เป็นเวทีเดียวที่ผู้นำประเทศของ 21 ประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกจะเข้าร่วมประชุมกันทุกปีเพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

บทบาทสําคัญของเอเปคคือ สนับสนุนการเปิดประเทศ การค้าเสรี และเป็นเวทีนโยบายที่ขับเคลื่อนโลกาภิวัตน์ในเอเซียแปซิฟิก

จุดเด่นของเอเปคคือบทบาทภาคเอกชน 21 ประเทศที่ประชุมร่วมกันในเวทีนี้ขนานไปกับการประชุมของภาครัฐและผู้นำประเทศ ทําให้เอเปคเป็นเวทีความร่วมมือที่สามารถขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ

ข่าวเศรษฐกิจไทย2565 ล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของ G20 ที่ได้เพิ่มสูงขึ้นในฐานะเวทีหารือของผู้นำยี่สิบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเรื่องเศรษฐกิจโลก รวมถึงการเติบโตกลุ่ม BRICS คือห้าประเทศใหญ่ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

ทําให้บทบาทด้านนโยบายของ APEC ลดลง เปลี่ยนมาเป็นบทบาทสนับสนุนผ่านการกำหนดมาตรฐานและระเบียบปฏิบัติ (Standards Setting) เพื่อสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

การประชุมที่กรุงเทพคราวนี้จะเป็นครั้งแรกหลังโควิด19 ที่ผู้นำ 21 ประเทศของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิคจะพบกันและประชุมกันต่อหน้าต่อตา การคาดหวังจึงสูงที่จะเห็นผู้นำโลกหารือกันเพื่อขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกหลังโควิด

อย่างไรก็ตาม ช่วงปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้เปลี่ยนไปมากและเร็ว หลายอย่างได้เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม รวมถึงปัญหาที่เศรษฐกิจโลกต้องแก้ไขก็เปลี่ยนและมีหลายประเด็นเร่งด่วน

เนื้อหาที่จะประชุมกันที่ตั้งประเด็นไว้ล่วงหน้าอาจไม่ตรงหรือสอดคล้องกับความเป็นจริงในเศรษฐกิจการเมืองโลกขณะนี้

หนึ่ง เศรษฐกิจโลกขณะนี้มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า ทั้งจากดิสรัปชั่นของโควิด19 ผลจากสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ปัญหาเงินเฟ้อ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกและต้องการความร่วมมือของประเทศต่างๆในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะประเทศระดับนําของโลก

สอง ความขัดแย้งระหว่างเศรษฐกิจอันดับหนึ่งและอันดับสองของโลกคือสหรัฐกับจีน นับวันจะทวีความรุนแรงและโจ่งแจ้งมากขึ้น ชี้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปแล้วและชี้ว่าบางประเทศมองประเด็นความมั่นคงสําคัญกว่าเศรษฐกิจ

เห็นได้จากสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น มาตรการการกีดกันทางการค้า การปิดกั้นการทําธุรกิจระหว่างประเทศ และการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของการค้าโลกของประเทศหลักสิ่งเหล่านี้สวนทางกับสปิริตของเอเปคและ Theme หรือหัวข้อการประชุมคราวนี้ที่เน้นการเปิดประเทศ ความเป็นเสรี ความสมดุล และโอกาสทางเศรษฐกิจ

สาม ปัญหาภูมิศาสตร์การเมือง เช่น สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ที่ทําให้โลกจะไม่เป็นโลกที่สงบอีกต่อไป สงครามสร้างดิสรัปชั่นต่อการผลิตพลังงานและอาหาร ทําให้โลกเกิดความขาดแคลนและต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูง กระทบความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก

ที่สำคัญมาตรการ Sanctions หรือการลงโทษทางการค้า การห้ามติดต่อธุรกิจ ห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน เหล่านี้ล้วนขัดกับเป้าหมายของเอเปคที่สนับสนุนการค้าเสรีและความร่วมมือระหว่างประเทศ ผลคือเศรษฐกิจโลกเริ่มมีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายในแง่การค้า ไม่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนเดิม

สี่ โลกาภิวัตน์ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันการยอมรับได้ลดลงไปมาก ทั้งจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่โลกาภิวัตน์ได้มีส่วนทำให้ความเหลื่อมลํ้าเลวร้ายมากขั้น และความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจที่มาจากโลกาภิวัตน์

ทําให้ประเทศหลักอย่างจีนหันมาให้ความสําคัญกับการพึ่งตนเองและขับเคลื่อนการเติบโตด้วยปัจจัยภายในประเทศ ขณะที่สหรัฐก็สนับสนุนการย้ายห่วงโช่การผลิตกลับเข้าประเทศเพื่อลดการพึ่งพาและลดความเสี่ยง ยํ้าว่าโลกาภิวัตน์อาจหมดบทบาทและไม่ใช่ไอเดียหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอีกต่อไป

นี่คือภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองโลกที่ยากขึ้น คําถามคือในภาวะเศรษฐกิจการเมืองโลกที่เปลี่ยนไป เวทีความร่วมมือระหว่างประเทศแบบเอเปคยังจะ revlevant หรือมีพื้นที่อยู่หรือไม่